สุดยอด”พระสมเด็จไกเซอร์” รวมเกจิอาจารย์ดังรุ่นเก่า พ.ศ.2495

September 8th, 2008

คอลัมน์ มุมพระเก่า
สรพล โศภิตกุล

เมื่อปลายปี พ.ศ.2492 พระมงคลเทพโมลี (สุพจน์ โชติปาโล) แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม ได้เดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแต้ม แห่งวัดพระลอย สมัยนั้นการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีที่สะดวกที่สุด คือ ทางเรือ หลายครั้งที่ต้องเดินทางจากวัดสุทัศน์ ไปยังวัดพระลอยแบบไปเช้าเย็นกลับ และหลายครั้งที่ต้องค้างแรมอยู่ที่วัดพระลอย ใช้เวลาศึกษาอยู่เป็นแรมปี ได้ร่ำเรียนวิชาทั้งการเขียนอักขระเลขยันต์ และคาถาอาคม อีกทั้งยังได้รับมอบตำราการทำผงไก่เถื่อนจากหลวงพ่อแต้มมาด้วย

ภายหลังการร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อแต้มในครั้งนั้น พระมงคลเทพโมลีจึงได้เขียนอักขระยันต์ลบผงเพื่อนำมาจัดสร้าง “พระสมเด็จไกเซอร์” ขึ้นมา

พระสมเด็จไกเซอร์ชุดนี้ มียันต์พุทธซ้อนอยู่ด้านหลังองค์พระ หรือที่เรียกกันว่า ยันต์ตื้น และอีกพิมพ์หนึ่งด้านหลังเป็นยันต์พุทธซ้อนที่กดลึก หรือที่เหล่าทหาร ตำรวจ ที่เป็นลูกศิษย์เรียกกันว่า ยันต์ตั้งโต๊ะกัง

นอกเหนือจากผงที่พระมงคลเทพโมลีได้เขียนเองลบเองแล้ว ยังมีมวลสารอื่นๆ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงปูนที่แตกหักจากกำแพงวัด และผงปูนจากเสาอุโบสถวิหารร้างในสมัยอยุธยา และผงจากวัดระฆังโฆสิตาราม และวัดบางขุนพรหม และพระที่แตกหักของพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ในสมัยนั้นนำมาบดตำแล้วร่อนเอาผงละเอียดมาผสมกับผงในตำราไก่เถื่อน

พระสมเด็จไกเซอร์ปลุกเสกครั้งแรกในปี พ.ศ.2495 ณ อุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (โสม ฉันนมหาเถร) ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานจุดเทียนชัย และพระเกจิอาจารย์ร่วมปลุกเสกในครั้งนั้น ประกอบด้วย พระศรีสมโพธิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม พระมงคลราชมุนี (สนธิ์ ยติธโร) วัดสุทัศนเทพวราราม หลวงปู่ศุข วัดสุทัศนเทพวราราม พระครูวิริยกิตติ (โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม หลวงพ่อพัฒน์ วัดแสนเกษม หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง หลวงพ่อมี วัดสุทธสะอาด โดยพระมงคลเทพโมลี (สุพจน์ โชติปาโล) วัดสุทัศนเทพวราราม ผู้สร้างพระสมเด็จไกเซอร์ เป็นเจ้าพิธี

ภายหลังการสร้างและปลุกเสกแล้ว พระมงคลเทพโมลีได้แจกจ่ายเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ บำรุงขวัญกำลังใจแก่ทหาร ตำรวจ ไว้ใช้ติดตัวในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามแนวชายแดนเป็นส่วนมาก จนในปี พ.ศ.2500 ได้มีการสร้างและพุทธาภิเษกพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษขึ้น ในครั้งนั้นพระมงคลเทพโมลี ครั้งยังมีสมณศักดิ์เป็นพระปลัดสุพจน์ ได้เป็นเจ้าพิธีในการพุทธาภิเษกพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งได้นำพระสมเด็จไกเซอร์ที่จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2495 ซึ่งยังคงมีเหลืออยู่เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ.2510 พระมงคลเทพโมลี ครั้งมีสมณศักดิ์เป็นที่พระครูพุทธมนต์วราจารย์ ท่านได้นำพระสมเด็จไกเซอร์แจกจ่ายไปประมาณ 3,000 องค์แก่ทหารค่ายจงอางศึก กองพลเสือดำ ตำรวจภูธร และตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งนำโดยทหารและตำรวจที่เป็นลูกศิษย์ คือ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา พลตำรวจตรีกิตติ เสรีบุตร (ยศในขณะนั้น) ซึ่งออกรบที่ประเทศเวียดนาม กล่าวกันว่า สงครามเวียดนามครั้งนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการ แต่มีทหาร ตำรวจที่รอดพ้นจากภัยสงครามเป็นจำนวนมาก และมาอุปสมบทรับใช้พระเดชพระคุณพระมงคลเทพโมลี ทุกคนล้วนพูดถึงปาฏิหาริย์ของพระสมเด็จไกเซอร ์ที่ทำให้ตนรอดพ้นจากอันตรายมาได้

ในปี พ.ศ.2530 พระมงคลเทพโมลี ได้นำพระสมเด็จไกเซอร์ออกให้บูชาองค์ละ 5,000 บาท ปรากฏว่ามีผู้บูชาไปประมาณ 400 องค์ ประกอบกับในเวลานี้พระมงคลเทพโมลีมีวัยอายุที่สูงมาก และอาพาธอยู่ ปัจจัยที่จะนำไปรักษาที่โรงพยาบาลก็มีน้อยมาก แต่เมื่อทราบว่าทางพระครูพิมลสรภาณกำลังหาปัจจัย เพื่อการบูรณะศาลาการเปรียญนั้น ท่านก็ร่วมอนุโมทนา ด้วยการมอบพระสมเด็จไกเซอร์ ที่ยังคงมีเหลือเก็บรักษาอยู่ที่พระมงคลเทพโมลี 200 องค์แก่พระครูพิมลสรภาณ เพื่อนำปัจจัยจากการบริจาคบูชานั้นมาบูรณะให้สำเร็จเรียบร้อย แต่ทางพระครูพิมลสรภาณเห็นว่า ควรนำปัจจัยส่วนหนึ่ง มอบแก่พระมงคลเทพโมลีเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลท่านด้วย

พระสมเด็จไกเซอร์ บูชาองค์ละ 1,599 บาท พร้อมด้วยตะกรุด 1 ดอก และหนุมานเจิมน้ำทอง 1 องค์ สำหรับหนุมานเจิมน้ำทองนี้พระครูพิมลสรภาณได้สร้างขึ้นเพียง 200 องค์เท่านั้น

บูชาได้โดยตรงที่ศาลาการเปรียญวัด ถนนตีทอง ประตูทางเข้าตรงข้ามกับปั๊มน้ำมันเชลล์

สำหรับญาติโยมที่ต้องการบูชาผ่านทางธนาณัตินั้น โดยเหตุที่พระครูพิมลสรภาณมีอายุมากแล้ว การเดินทางไปมาไม่สะดวก จึงมอบหมายให้ลูกศิษย์เป็นผู้ดำเนินการ

ผู้ต้องการบูชาโดยส่งธนาณัติมาในนามของ นายยอดชาย ชาญช่างทหาร 126 ซอยบวรรังษี ถนนดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ป.ณ.ราชดำเนิน โดยเขียนรายละเอียดถึงวัตถุมงคลที่ต้องการ สถานที่จัดส่งพร้อมค่าจัดส่ง 50 บาท งดธนาณัติออนไลน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด


หลวงปู่คำกอง กันตสีโล ศิษย์หลวงปู่ลุน สารคาม

September 8th, 2008

คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6
เชิด ขันตี ณ พล

“หลวงปู่คำกอง กันตสีโล” หรือ พระครูนิเทศสีลคุณ อดีตเจ้าคณะตำบลศรีสุข เขต 2 อดีตเจ้าอาวาสวัดสระแก้วบุปผาราม บ้านโนนค้อ อ.กันทรวิชัย เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม สืบทอดปฏิปทาจากพระครูประจักษ์ธรรมวิชัย หรือหลวงปู่ลุน โชติปัญโญ บูรพาจารย์ที่โด่งดังมีชื่อเสียงขจรไกล

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า คำกอง ภูพันไร่ เกิดเมื่อที่ 5 เมษายน 2480 ณ บ้านอีตื้อ ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นบุตรของพ่อสิงห์-แม่ทองดี ภูพันไร่ ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา

ในวัยเยาว์ โยมบิดา-มารดา เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก นายสีทน ภูพันไร่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณตาได้นำท่านไปเลี้ยงดู ท่านเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนในหมู่บ้าน

เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ท่านได้ออกจากบ้านไปเผชิญโลกกว้างรับจ้างทำงานหลายแห่งในเขต จ.กาฬสินธุ์ และ จ.ขอนแก่น

พ.ศ.2512 อายุได้ 32 ปี ท่านได้ตัดสินใจสละทางโลก มุ่งหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ เข้าพิธีอุปสมบทที่อุโบสถวัดสุวรรณาวาส โดยมีหลวงปู่ลุน โชติปัญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดทองมาก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาเหรียญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้จำพรรษาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ณ สำนักเรียนวัดสุวรรณาวาส ด้วยความขยันขันแข็ง สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ท่านได้ให้ความสนใจด้านวิทยาคม ได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับพระครูประจักษ์ธรรมวิชัย หรือหลวงปู่ลุน โชติปัญโญ พระอุปัชฌาย์ของท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาคม

หลวงปู่ลุน ได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชา อาทิ ด้านแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม กันบ้านกันเมือง

ด้วยความเป็นพระหนุ่มไฟแรง ครองตนอยู่ในผ้ากาสาวพัตร์อย่างสมถะเสมอต้นเสมอปลาย เวลาว่างท่านมักออกเดินธุดงควัตรไปตามป่าเขาภาคอีสาน โดยเฉพาะในเทือกเขาภูพาน จ.กาฬสินธุ์ แสวงหาความหลุดพ้นตามรอยพระตถาคต

พ.ศ.2517 วัดบ้านโนนค้อ ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ขาดแคลนพระผู้ใหญ่ ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านมาจำพรรษาที่วัด ซึ่งหลวงปู่ก็รับนิมนต์ และในปีเดียวกัน ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัด

หลวงปู่คำกอง เป็นพระนักปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นศิษย์ของหลวงปู่ลุน ทำให้ชื่อเสียงของท่าน เป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนชาวอำเภอกันทรวิชัย และอำเภอใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจึงมีญาติโยมจำนวนมากเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เข้มขลัง เสริมความเป็นสิริมงคลอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับปัจจัยที่ได้จากการบริจาค ท่านได้นำมาพัฒนาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับวัดแห่งนี้ ปรับปรุงซ่อมแซมก่อสร้าง กุฏิ ศาลาการเปรียญ กำแพงแก้วสร้างประตูโขง สร้างถนนคอนกรีต เป็นต้น

อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาสงฆ์ ได้จัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ท่านรับหน้าที่เป็นครูสอน

หลวงปู่คำกอง ได้รับตำแหน่งงานด้านปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2517 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระแก้วบุปผาราม อ.กันทรวิชัย และ พ.ศ.2524 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลศรีสุข เขต 2 อ.กันทรวิชัย และเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณาวาส

ลำดับสมณศักดิ์ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรีที่ พระครูนิเทศสีลคุณ และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นโท และชั้นเอก ตามลำดับ ในราชทินนามเดิม

หลวงปู่มีผลงานปรากฏมากมาย ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง เป็นพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นวิทยากรอบรมด้านวิปัสสนา ทำสมาธิ ในทุกเทศกาลเข้าพรรษา เป็นวิทยากรอบรมปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ

กิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ต่อสังคม ท่านได้บริจาคปัจจัยช่วยเหลือสังคมมากมายเช่น บริจาคให้กองทุนพัฒนาเด็ก สตรี เยาวชน ชมรมข้าราชการบำเหน็จบำนาญ และผู้สูงอายุอำเภอกันทรวิชัย และอื่นๆ อีกมากมาย

ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่อาพาธบ่อยครั้ง เมื่ออาการหนัก ญาติโยมได้รีบนำท่านส่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่น

สุดท้าย ได้มรณภาพลงอย่างสงบ พ.ศ.2551 สิริอายุ 71 พรรษา 39

ณ วันนี้ถึงแม้หลวงปู่จะละสังขารไปแล้ว แต่คุณงามความดีของท่านยังคงปรากฏไปตราบนานเท่านาน

ขอขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด


เหรียญหลวงพ่อสุข วัดบางลี่ ลพบุรี

September 8th, 2008


คอลัมน์ พระเครื่องพันธุ์แท้
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

ลพบุรีเมืองเก่าแก่ของไทย นอกจากจะมีพระกรุที่ขึ้นชื่อมากมายแล้ว ยังมีพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพศรัทธา ซึ่งวัตถุมงคลของท่านเหล่านั้น ก็ล้วนเป็นเลิศด้วยพุทธคุณและเป็นที่นิยมสะสม ในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่อง และเหรียญคณาจารย์อย่างกว้างขวาง “พันธุ์แท้พระเครื่อง” ขอแนะนำ พระครูสุขวุฒาจารย์ วัดบางลี่ พระเกจิชื่อดังรูปหนึ่ง ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมและเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วหน้า วัตถุมงคลของท่านล้วนเป็นที่แสวงหาโดยเฉพาะ “เหรียญปั๊มรูปเหมือนปี 2481″ ซึ่งนับเป็นเหรียญเก่าอันทรงคุณค่าและหาดูยากยิ่งในปัจจุบัน ด้วยเป็นเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกและเป็นรุ่นเดียวที่ท่านสร้างครับผม

พระครูสุขวุฒาจารย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า หลวงพ่อสุข วัดบางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เป็นชาวบางลี่โดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.2421 เป็นเด็กที่มีอุปนิสัยเงียบขรึม พูดน้อย มีความเมตตากรุณา วัยเยาว์ศึกษาเล่าเรียนที่วัดบางลี่ เมื่ออายุได้ 9 ขวบ ได้เดินทางไปขอบวชเป็นสามเณรกับหลวงลุงคล้าย พระเกจิชื่อดังของลพบุรีในยุคนั้นที่วัดเชิงท่า ร่ำเรียนอักขรสมัยจนเชี่ยวชาญการอ่านการเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม จนอายุครบบรรพชาจึงกลับมาอุปสมบทที่วัดบางลี่ อันเป็นบ้านเกิด โดยมีพระอุปัชฌาย์เดช วัดกลาง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสาย วัดเสือ และหลวงปู่พริก วัดบางลี่ 2 พระเกจิชื่อดังแห่งลพบุรีเช่นกัน เป็นพระคู่สวด ได้รับฉายา “สุขสโร” และด้วยท่านเป็นผู้สนใจใฝ่ศึกษา เมื่อจำพรรษาอยู่ที่วัดบางลี่ได้ระยะหนึ่ง ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดสุทัศนเทพวราราม ศึกษาด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ณ วัดสุทัศน์และวัดเชตุพนฯ จนแตกฉานจึงเดินทางกลับวัดบางลี่ เพื่อศึกษาทางวิปัสสนาธุระและไสยศาสตร์กับหลวงปู่พริก ความที่ท่านใฝ่ใจในการศึกษาร่ำเรียนวิทยาการต่างๆ และได้พระอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา ที่ล้วนมีชื่อเสียงและมีวิทยาคมแก่กล้า หลวงพ่อสุขจึงเป็นพระเกจิอาจารย์ ที่นับว่ามีเวทมนตร์เข้มขลังเป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน มีชื่อเสียงขจรไกล ลูกศิษย์ลูกหามากมาย ในสมัยที่ท่านปกครองวัดบางลี่ ทำให้วัดเจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ท่านได้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระธาตุตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ถึง ณ ปัจจุบัน สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นที่ พระครูสุขวุฒาจารย์ และเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2498

สำหรับ “เหรียญปั๊มรูปเหมือน ปี 2481″ หลวงพ่อสุขสร้างในโอกาสทำบุญฉลองอายุครบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2481 เพื่อแจกแก่ลูกศิษย์ลูกหา โดยสร้างจำนวนเพียง 1,500 เหรียญเท่านั้น เป็นเนื้อเงินและเนื้อทองแดง ลักษณะเป็นเหรียญรูปทรงเสมา สวยงามด้วยศิลปะการแกะบล็อกที่คมชัดทั้งด้านหน้าและหลัง

“เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อสุข สุขสโร ปี 2481″ นับเป็นเหรียญเก่าแก่อันทรงคุณค่าเหรียญหนึ่งของจังหวัดลพบุรี กอปรกับได้สร้างปาฏิหาริย์ให้เป็นที่ปรากฏ สามารถคุ้มครองป้องภยันตรายนานัปการ แก่ผู้ครอบครองได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนมีคำขวัญที่ว่า “มีเหรียญหลวงพ่อสุข ไม่ต้องเกรงกลัวความทุกข์แต่อย่างใด” ปัจจุบันหาดูหาเช่าค่อนข้างยากและสนนราคาเช่าหาสูงเอาการทีเดียว

ฉะนั้น…อย่าลืมหลักการพิจารณาเหรียญแท้ให้ดีครับผม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด



คำสืบค้นประจำวัน:  ปรเมศวร์ มินศิริ | ภาพพื้นหลัง | ดาราเกาหลี | รูปการ์ตูน | ecard | โค้ดเมาส์ | คอมพิวเตอร์ | ผลบอล | แชท | หาเพื่อน | สกิน | การ์ตูน | สกินhi5 | โหลดเพลง | คลิป | ฟังวิทยุ | ทำนายฝัน | twitter | e-card | scribble | ท่องเที่ยว |
ข่าว | dictionary | หนังสือพิมพ์ | พจนานุกรม | หางาน | webband | งาน | เกมส์มือถือ | ศึกษาต่อต่างประเทศ | การศึกษา | มหาวิทยาลัย |