สุดยอด”พระสมเด็จไกเซอร์” รวมเกจิอาจารย์ดังรุ่นเก่า พ.ศ.2495

คอลัมน์ มุมพระเก่า
สรพล โศภิตกุล

เมื่อปลายปี พ.ศ.2492 พระมงคลเทพโมลี (สุพจน์ โชติปาโล) แห่งวัดสุทัศนเทพวราราม ได้เดินทางไปจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อแต้ม แห่งวัดพระลอย สมัยนั้นการเดินทางสู่จังหวัดสุพรรณบุรีที่สะดวกที่สุด คือ ทางเรือ หลายครั้งที่ต้องเดินทางจากวัดสุทัศน์ ไปยังวัดพระลอยแบบไปเช้าเย็นกลับ และหลายครั้งที่ต้องค้างแรมอยู่ที่วัดพระลอย ใช้เวลาศึกษาอยู่เป็นแรมปี ได้ร่ำเรียนวิชาทั้งการเขียนอักขระเลขยันต์ และคาถาอาคม อีกทั้งยังได้รับมอบตำราการทำผงไก่เถื่อนจากหลวงพ่อแต้มมาด้วย

ภายหลังการร่ำเรียนวิชาจากหลวงพ่อแต้มในครั้งนั้น พระมงคลเทพโมลีจึงได้เขียนอักขระยันต์ลบผงเพื่อนำมาจัดสร้าง “พระสมเด็จไกเซอร์” ขึ้นมา

พระสมเด็จไกเซอร์ชุดนี้ มียันต์พุทธซ้อนอยู่ด้านหลังองค์พระ หรือที่เรียกกันว่า ยันต์ตื้น และอีกพิมพ์หนึ่งด้านหลังเป็นยันต์พุทธซ้อนที่กดลึก หรือที่เหล่าทหาร ตำรวจ ที่เป็นลูกศิษย์เรียกกันว่า ยันต์ตั้งโต๊ะกัง

นอกเหนือจากผงที่พระมงคลเทพโมลีได้เขียนเองลบเองแล้ว ยังมีมวลสารอื่นๆ คือ ผงอิทธิเจ ผงปถมัง ผงปูนที่แตกหักจากกำแพงวัด และผงปูนจากเสาอุโบสถวิหารร้างในสมัยอยุธยา และผงจากวัดระฆังโฆสิตาราม และวัดบางขุนพรหม และพระที่แตกหักของพระเกจิอาจารย์ต่างๆ ในสมัยนั้นนำมาบดตำแล้วร่อนเอาผงละเอียดมาผสมกับผงในตำราไก่เถื่อน

พระสมเด็จไกเซอร์ปลุกเสกครั้งแรกในปี พ.ศ.2495 ณ อุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม โดยมีพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (โสม ฉันนมหาเถร) ต่อมาได้รับการสถาปนาเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสวัดสุทัศนเทพวราราม เป็นประธานจุดเทียนชัย และพระเกจิอาจารย์ร่วมปลุกเสกในครั้งนั้น ประกอบด้วย พระศรีสมโพธิ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (เสงี่ยม จันทสิริมหาเถร) วัดสุทัศนเทพวราราม พระมงคลราชมุนี (สนธิ์ ยติธโร) วัดสุทัศนเทพวราราม หลวงปู่ศุข วัดสุทัศนเทพวราราม พระครูวิริยกิตติ (โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี หลวงพ่อแต้ม วัดพระลอย หลวงพ่อแดง วัดเขาบันไดอิฐ หลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก หลวงพ่อแฉ่ง วัดบางพัง หลวงปู่ทิม วัดละหารไร่ หลวงพ่อสุด วัดกาหลง หลวงพ่อคง วัดวังสรรพรส หลวงพ่อกัน วัดเขาแก้ว หลวงพ่ออี๋ วัดสัตหีบ หลวงพ่อพรหม วัดช่องแค หลวงพ่อเต๋ วัดสามง่าม หลวงพ่อพัฒน์ วัดแสนเกษม หลวงพ่อจาด วัดบางกะเบา พระอาจารย์นำ วัดดอนศาลา หลวงปู่ธูป วัดแคนางเลิ้ง หลวงพ่อหน่าย วัดบ้านแจ้ง หลวงพ่อมี วัดสุทธสะอาด โดยพระมงคลเทพโมลี (สุพจน์ โชติปาโล) วัดสุทัศนเทพวราราม ผู้สร้างพระสมเด็จไกเซอร์ เป็นเจ้าพิธี

ภายหลังการสร้างและปลุกเสกแล้ว พระมงคลเทพโมลีได้แจกจ่ายเพื่อเป็นเครื่องเตือนสติ บำรุงขวัญกำลังใจแก่ทหาร ตำรวจ ไว้ใช้ติดตัวในการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามแนวชายแดนเป็นส่วนมาก จนในปี พ.ศ.2500 ได้มีการสร้างและพุทธาภิเษกพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษขึ้น ในครั้งนั้นพระมงคลเทพโมลี ครั้งยังมีสมณศักดิ์เป็นพระปลัดสุพจน์ ได้เป็นเจ้าพิธีในการพุทธาภิเษกพระเครื่อง 25 พุทธศตวรรษ ณ พระอุโบสถ วัดสุทัศนเทพวราราม ซึ่งได้นำพระสมเด็จไกเซอร์ที่จัดสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2495 ซึ่งยังคงมีเหลืออยู่เข้าร่วมในพิธีครั้งนี้ด้วย

ต่อมาในปี พ.ศ.2510 พระมงคลเทพโมลี ครั้งมีสมณศักดิ์เป็นที่พระครูพุทธมนต์วราจารย์ ท่านได้นำพระสมเด็จไกเซอร์แจกจ่ายไปประมาณ 3,000 องค์แก่ทหารค่ายจงอางศึก กองพลเสือดำ ตำรวจภูธร และตำรวจตระเวนชายแดน ซึ่งนำโดยทหารและตำรวจที่เป็นลูกศิษย์ คือ พลเอกกฤษณ์ สีวะรา พลตำรวจตรีกิตติ เสรีบุตร (ยศในขณะนั้น) ซึ่งออกรบที่ประเทศเวียดนาม กล่าวกันว่า สงครามเวียดนามครั้งนั้นเต็มไปด้วยภยันตรายนานัปการ แต่มีทหาร ตำรวจที่รอดพ้นจากภัยสงครามเป็นจำนวนมาก และมาอุปสมบทรับใช้พระเดชพระคุณพระมงคลเทพโมลี ทุกคนล้วนพูดถึงปาฏิหาริย์ของพระสมเด็จไกเซอร ์ที่ทำให้ตนรอดพ้นจากอันตรายมาได้

ในปี พ.ศ.2530 พระมงคลเทพโมลี ได้นำพระสมเด็จไกเซอร์ออกให้บูชาองค์ละ 5,000 บาท ปรากฏว่ามีผู้บูชาไปประมาณ 400 องค์ ประกอบกับในเวลานี้พระมงคลเทพโมลีมีวัยอายุที่สูงมาก และอาพาธอยู่ ปัจจัยที่จะนำไปรักษาที่โรงพยาบาลก็มีน้อยมาก แต่เมื่อทราบว่าทางพระครูพิมลสรภาณกำลังหาปัจจัย เพื่อการบูรณะศาลาการเปรียญนั้น ท่านก็ร่วมอนุโมทนา ด้วยการมอบพระสมเด็จไกเซอร์ ที่ยังคงมีเหลือเก็บรักษาอยู่ที่พระมงคลเทพโมลี 200 องค์แก่พระครูพิมลสรภาณ เพื่อนำปัจจัยจากการบริจาคบูชานั้นมาบูรณะให้สำเร็จเรียบร้อย แต่ทางพระครูพิมลสรภาณเห็นว่า ควรนำปัจจัยส่วนหนึ่ง มอบแก่พระมงคลเทพโมลีเพื่อใช้ในการรักษาพยาบาลท่านด้วย

พระสมเด็จไกเซอร์ บูชาองค์ละ 1,599 บาท พร้อมด้วยตะกรุด 1 ดอก และหนุมานเจิมน้ำทอง 1 องค์ สำหรับหนุมานเจิมน้ำทองนี้พระครูพิมลสรภาณได้สร้างขึ้นเพียง 200 องค์เท่านั้น

บูชาได้โดยตรงที่ศาลาการเปรียญวัด ถนนตีทอง ประตูทางเข้าตรงข้ามกับปั๊มน้ำมันเชลล์

สำหรับญาติโยมที่ต้องการบูชาผ่านทางธนาณัตินั้น โดยเหตุที่พระครูพิมลสรภาณมีอายุมากแล้ว การเดินทางไปมาไม่สะดวก จึงมอบหมายให้ลูกศิษย์เป็นผู้ดำเนินการ

ผู้ต้องการบูชาโดยส่งธนาณัติมาในนามของ นายยอดชาย ชาญช่างทหาร 126 ซอยบวรรังษี ถนนดินสอ เขตพระนคร กรุงเทพฯ 10200 ป.ณ.ราชดำเนิน โดยเขียนรายละเอียดถึงวัตถุมงคลที่ต้องการ สถานที่จัดส่งพร้อมค่าจัดส่ง 50 บาท งดธนาณัติออนไลน์

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Posted in Uncategorized | 1 Comment

หลวงปู่คำกอง กันตสีโล ศิษย์หลวงปู่ลุน สารคาม

คอลัมน์ อริยะโลกที่ 6
เชิด ขันตี ณ พล

“หลวงปู่คำกอง กันตสีโล” หรือ พระครูนิเทศสีลคุณ อดีตเจ้าคณะตำบลศรีสุข เขต 2 อดีตเจ้าอาวาสวัดสระแก้วบุปผาราม บ้านโนนค้อ อ.กันทรวิชัย เป็นพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคมในพื้นที่จังหวัดมหาสารคาม สืบทอดปฏิปทาจากพระครูประจักษ์ธรรมวิชัย หรือหลวงปู่ลุน โชติปัญโญ บูรพาจารย์ที่โด่งดังมีชื่อเสียงขจรไกล

อัตโนประวัติ มีนามเดิมว่า คำกอง ภูพันไร่ เกิดเมื่อที่ 5 เมษายน 2480 ณ บ้านอีตื้อ ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม เป็นบุตรของพ่อสิงห์-แม่ทองดี ภูพันไร่ ครอบครัวประกอบอาชีพทำไร่ทำนา

ในวัยเยาว์ โยมบิดา-มารดา เสียชีวิตตั้งแต่ยังเล็ก นายสีทน ภูพันไร่ ซึ่งมีศักดิ์เป็นคุณตาได้นำท่านไปเลี้ยงดู ท่านเรียนจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จากโรงเรียนในหมู่บ้าน

เมื่อเติบโตเป็นหนุ่ม ท่านได้ออกจากบ้านไปเผชิญโลกกว้างรับจ้างทำงานหลายแห่งในเขต จ.กาฬสินธุ์ และ จ.ขอนแก่น

พ.ศ.2512 อายุได้ 32 ปี ท่านได้ตัดสินใจสละทางโลก มุ่งหน้าเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร์ เข้าพิธีอุปสมบทที่อุโบสถวัดสุวรรณาวาส โดยมีหลวงปู่ลุน โชติปัญโญ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระปลัดทองมาก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาเหรียญ เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้จำพรรษาศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ณ สำนักเรียนวัดสุวรรณาวาส ด้วยความขยันขันแข็ง สามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก ท่านได้ให้ความสนใจด้านวิทยาคม ได้ฝากตัวเป็นศิษย์กับพระครูประจักษ์ธรรมวิชัย หรือหลวงปู่ลุน โชติปัญโญ พระอุปัชฌาย์ของท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาคม

หลวงปู่ลุน ได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชา อาทิ ด้านแคล้วคลาด คงกระพัน เมตตามหานิยม กันบ้านกันเมือง

ด้วยความเป็นพระหนุ่มไฟแรง ครองตนอยู่ในผ้ากาสาวพัตร์อย่างสมถะเสมอต้นเสมอปลาย เวลาว่างท่านมักออกเดินธุดงควัตรไปตามป่าเขาภาคอีสาน โดยเฉพาะในเทือกเขาภูพาน จ.กาฬสินธุ์ แสวงหาความหลุดพ้นตามรอยพระตถาคต

พ.ศ.2517 วัดบ้านโนนค้อ ต.โคกพระ อ.กันทรวิชัย จ.มหาสารคาม ขาดแคลนพระผู้ใหญ่ ชาวบ้านจึงนิมนต์ให้ท่านมาจำพรรษาที่วัด ซึ่งหลวงปู่ก็รับนิมนต์ และในปีเดียวกัน ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัด

หลวงปู่คำกอง เป็นพระนักปฏิบัติเสมอต้นเสมอปลาย และเป็นศิษย์ของหลวงปู่ลุน ทำให้ชื่อเสียงของท่าน เป็นที่รู้จักของพุทธศาสนิกชนชาวอำเภอกันทรวิชัย และอำเภอใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ในแต่ละวันจึงมีญาติโยมจำนวนมากเดินทางมากราบนมัสการ รับฟังธรรม และประพรมน้ำพระพุทธมนต์ที่เข้มขลัง เสริมความเป็นสิริมงคลอย่างไม่ขาดสาย

สำหรับปัจจัยที่ได้จากการบริจาค ท่านได้นำมาพัฒนาสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้กับวัดแห่งนี้ ปรับปรุงซ่อมแซมก่อสร้าง กุฏิ ศาลาการเปรียญ กำแพงแก้วสร้างประตูโขง สร้างถนนคอนกรีต เป็นต้น

อีกทั้งยังได้ให้ความสำคัญทางด้านการศึกษาสงฆ์ ได้จัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรม ท่านรับหน้าที่เป็นครูสอน

หลวงปู่คำกอง ได้รับตำแหน่งงานด้านปกครองคณะสงฆ์ พ.ศ.2517 ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดสระแก้วบุปผาราม อ.กันทรวิชัย และ พ.ศ.2524 ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าคณะตำบลศรีสุข เขต 2 อ.กันทรวิชัย และเป็นรองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณาวาส

ลำดับสมณศักดิ์ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นตรีที่ พระครูนิเทศสีลคุณ และได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูชั้นโท และชั้นเอก ตามลำดับ ในราชทินนามเดิม

หลวงปู่มีผลงานปรากฏมากมาย ท่านได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตรวจธรรมสนามหลวง เป็นพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา เป็นวิทยากรอบรมด้านวิปัสสนา ทำสมาธิ ในทุกเทศกาลเข้าพรรษา เป็นวิทยากรอบรมปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติ

กิจกรรมด้านสาธารณประโยชน์ต่อสังคม ท่านได้บริจาคปัจจัยช่วยเหลือสังคมมากมายเช่น บริจาคให้กองทุนพัฒนาเด็ก สตรี เยาวชน ชมรมข้าราชการบำเหน็จบำนาญ และผู้สูงอายุอำเภอกันทรวิชัย และอื่นๆ อีกมากมาย

ในช่วงบั้นปลายชีวิต หลวงปู่อาพาธบ่อยครั้ง เมื่ออาการหนัก ญาติโยมได้รีบนำท่านส่งโรงพยาบาลศรีนครินทร์จังหวัดขอนแก่น

สุดท้าย ได้มรณภาพลงอย่างสงบ พ.ศ.2551 สิริอายุ 71 พรรษา 39

ณ วันนี้ถึงแม้หลวงปู่จะละสังขารไปแล้ว แต่คุณงามความดีของท่านยังคงปรากฏไปตราบนานเท่านาน

ขอขอบคุณที่มาและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

เหรียญหลวงพ่อสุข วัดบางลี่ ลพบุรี


คอลัมน์ พระเครื่องพันธุ์แท้
โดย ราม วัชรประดิษฐ์

ลพบุรีเมืองเก่าแก่ของไทย นอกจากจะมีพระกรุที่ขึ้นชื่อมากมายแล้ว ยังมีพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงเป็นที่เคารพศรัทธา ซึ่งวัตถุมงคลของท่านเหล่านั้น ก็ล้วนเป็นเลิศด้วยพุทธคุณและเป็นที่นิยมสะสม ในแวดวงนักนิยมสะสมพระเครื่อง และเหรียญคณาจารย์อย่างกว้างขวาง “พันธุ์แท้พระเครื่อง” ขอแนะนำ พระครูสุขวุฒาจารย์ วัดบางลี่ พระเกจิชื่อดังรูปหนึ่ง ที่เปี่ยมด้วยเมตตาธรรมและเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติ เป็นที่เคารพเลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนทั่วหน้า วัตถุมงคลของท่านล้วนเป็นที่แสวงหาโดยเฉพาะ “เหรียญปั๊มรูปเหมือนปี 2481″ ซึ่งนับเป็นเหรียญเก่าอันทรงคุณค่าและหาดูยากยิ่งในปัจจุบัน ด้วยเป็นเหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกและเป็นรุ่นเดียวที่ท่านสร้างครับผม

พระครูสุขวุฒาจารย์ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานกันว่า หลวงพ่อสุข วัดบางลี่ อ.ท่าวุ้ง จ.ลพบุรี เป็นชาวบางลี่โดยกำเนิด เกิดเมื่อปี พ.ศ.2421 เป็นเด็กที่มีอุปนิสัยเงียบขรึม พูดน้อย มีความเมตตากรุณา วัยเยาว์ศึกษาเล่าเรียนที่วัดบางลี่ เมื่ออายุได้ 9 ขวบ ได้เดินทางไปขอบวชเป็นสามเณรกับหลวงลุงคล้าย พระเกจิชื่อดังของลพบุรีในยุคนั้นที่วัดเชิงท่า ร่ำเรียนอักขรสมัยจนเชี่ยวชาญการอ่านการเขียนทั้งภาษาไทยและภาษาขอม จนอายุครบบรรพชาจึงกลับมาอุปสมบทที่วัดบางลี่ อันเป็นบ้านเกิด โดยมีพระอุปัชฌาย์เดช วัดกลาง เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อสาย วัดเสือ และหลวงปู่พริก วัดบางลี่ 2 พระเกจิชื่อดังแห่งลพบุรีเช่นกัน เป็นพระคู่สวด ได้รับฉายา “สุขสโร” และด้วยท่านเป็นผู้สนใจใฝ่ศึกษา เมื่อจำพรรษาอยู่ที่วัดบางลี่ได้ระยะหนึ่ง ก็เดินทางเข้ากรุงเทพฯ มาจำพรรษาที่วัดสุทัศนเทพวราราม ศึกษาด้านคันถธุระและวิปัสสนาธุระ ณ วัดสุทัศน์และวัดเชตุพนฯ จนแตกฉานจึงเดินทางกลับวัดบางลี่ เพื่อศึกษาทางวิปัสสนาธุระและไสยศาสตร์กับหลวงปู่พริก ความที่ท่านใฝ่ใจในการศึกษาร่ำเรียนวิทยาการต่างๆ และได้พระอาจารย์ผู้ถ่ายทอดวิชา ที่ล้วนมีชื่อเสียงและมีวิทยาคมแก่กล้า หลวงพ่อสุขจึงเป็นพระเกจิอาจารย์ ที่นับว่ามีเวทมนตร์เข้มขลังเป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชน มีชื่อเสียงขจรไกล ลูกศิษย์ลูกหามากมาย ในสมัยที่ท่านปกครองวัดบางลี่ ทำให้วัดเจริญรุ่งเรืองเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ท่านได้สร้างพระเจดีย์บรรจุพระธาตุตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ถึง ณ ปัจจุบัน สมณศักดิ์สุดท้ายเป็นที่ พระครูสุขวุฒาจารย์ และเป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านมรณภาพในปี พ.ศ.2498

สำหรับ “เหรียญปั๊มรูปเหมือน ปี 2481″ หลวงพ่อสุขสร้างในโอกาสทำบุญฉลองอายุครบ 60 ปี ในปี พ.ศ.2481 เพื่อแจกแก่ลูกศิษย์ลูกหา โดยสร้างจำนวนเพียง 1,500 เหรียญเท่านั้น เป็นเนื้อเงินและเนื้อทองแดง ลักษณะเป็นเหรียญรูปทรงเสมา สวยงามด้วยศิลปะการแกะบล็อกที่คมชัดทั้งด้านหน้าและหลัง

“เหรียญปั๊มรูปเหมือนหลวงพ่อสุข สุขสโร ปี 2481″ นับเป็นเหรียญเก่าแก่อันทรงคุณค่าเหรียญหนึ่งของจังหวัดลพบุรี กอปรกับได้สร้างปาฏิหาริย์ให้เป็นที่ปรากฏ สามารถคุ้มครองป้องภยันตรายนานัปการ แก่ผู้ครอบครองได้อย่างน่าอัศจรรย์ จนมีคำขวัญที่ว่า “มีเหรียญหลวงพ่อสุข ไม่ต้องเกรงกลัวความทุกข์แต่อย่างใด” ปัจจุบันหาดูหาเช่าค่อนข้างยากและสนนราคาเช่าหาสูงเอาการทีเดียว

ฉะนั้น…อย่าลืมหลักการพิจารณาเหรียญแท้ให้ดีครับผม

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

ปาฏิหาริย์หลวงพ่อปากแดง วัดพราหมณี จ.นครนายก



เรื่องและภาพ ไตรเทพ ไกรงู

หลวงพ่อปากแดง พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ ของวัดพราหมณี ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก เป็น พระพุทธรูปอีกองค์หนึ่ง ที่ประชาชนเดินทางไปเที่ยวน้ำตกสาริกาจะต้องแวะกราบ สักการบูชา พร้อมกับบนบานด้วย กล้วยน้ำว้า ๙ หวี หมากพลู ๙ ชุด พวงมาลัย ๙ พวง กันอย่างล้นหลามตาม ความปรารถนาตัวเอง

ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีประชาชนทั่วสารทิศเดินทางไปเที่ยวพักผ่อน หย่อนใจที่ น้ำตกสาริกา จ.นครนายก ทั้งรถโดยสารและรถส่วนตัวกันเป็นจำนวนมาก ทำให้รถรา แน่นขนัดเต็มลานวัดทุกวัน

พระครูโสภณพรหมคุณ หรือที่ชาวบ้านเรียกขานท่านว่า หลวงพ่อตึ๋ง เจ้าอาวาสวัดพราหมณี บอกว่า สาธุชนจำนวนไม่น้อย ที่ตั้งใจเดินทางไปกราบนมัสการบนบานหลวงพ่อปากแดง เพื่อขอให้ ตัวเองและครอบครัว ทำมาหากินเจริญรุ่งเรือง รับราชการเป็นทหาร ตำรวจ ข้าราชการพลเรือน ขอให้ตัวเอง มียศตำแหน่งสูงขึ้น ส่วนใหญ่ผู้ ที่มาบนบานก็ขอให้หน้าที่การงานเติบโต ธุรกิจเจริญรุ่งเรือง เรื่องที่ไม่พลาด คือขอเลขเด็ด ขอให้ถูกหวยรวยทรัพย์

หลวงพ่อปากแดง เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ ศิลปะรัตนโกสินทร์ หน้าตักกว้าง ๔๙ นิ้ว สูง ๑ เมตร สิ่งที่เด่นสะดุดตา คือที่ปากของหลวงพ่อมีสีแดงสด เหมือนมีผู้นำลิปสติกไปทาไว้ ผู้เฒ่าผู้แก่ย่านนั้นยืนยัน ว่าเห็นปากท่านแดงแบบนี้ มาตั้งแต่เกิด แม้แต่ปู่ย่าตายายของผู้เฒ่าเหล่าน ี้ก็บอกว่าเห็นมาตั้งแต่เกิดเหมือนกัน

ก็เป็นอันว่าหลวงพ่อมีปากสีแดงมานับร้อยปีแล้ว โดยไม่มีใครนำสีไปทาแต่อย่างใด นับเป็นความแปลก ใจแก่ผู้ที่ได้ ไปพบเห็น

มีตำนานเชื่อกันหลวงพ่อปากแดง เป็นพระพุทธรูปพี่น้องกับ หลวงพ่อพระสุก และหลวงพ่อพระไส ที่ประดิษฐานอยู่ที่ จ.หนองคาย ในปัจจุบัน ที่ได้อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ ลาว พอมาถึงประเทศไทยชาวบ้าน ได้แยกย้ายไปตาม วัดต่างๆ ส่วนหลวงพ่อปากแดง ก็มาเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของชาว จ.นครนายก จนทุกวันนี้

“ด้วยบารมีของหลวงพ่อปากแดง ได้ช่วยให้การพัฒนาวัด การสืบทอดพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ตลอดมา อาตมาจะปรับปรุงให้วัดนี้เป็นที่ท่องเที่ยวของผู้แสวงบุญ ผู้ที่มาถึงวัดนี้จะได้รับบุญ รับธรรมะ รับวัฒนธรรม กลับไปบ้านด้วย” หลวงพ่อตึ๋ง กล่าว

อย่างไรก็ตามเพื่อรองรับกระแสศรัทธาของศาสนิกชน วัดได้เนินงานสร้าง ห้องสุขาเพื่อให้ทุกคนที่มา ได้ปลดทุกข์ ไม่ว่าจะเป็น ทุกข์กาย หรือ ทุกข์ใจ ทุกข์กายถ่ายหนัก-เบาไปเข้าห้องน้ำ

ขณะเดียวกัน ถ้าเป็นวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และวันนักขัตฤกษ์ หลวงพ่อตึ๋งจะไม่รับ กิจนิมนต์ที่ไหน แต่จะอยู่วัด เพื่อรอให้พรทุกคนอยู่อย่างไม่เลือกชั้นวรรณะยากดี มีจน ใครไปก่อนพบก่อน ไปทีหลังนั่งรอ นี่คือความเมตตา ของหลวงพ่อที่มีให้กับ ทุกคน

สำหรับประวัติการเรียนพุทธาคมนั้น หลวงพ่อตึ๋ง พระเกจิอาจารย์หนึ่งเดียวของ จ.นครนายก ที่เป็นศิษย์ หลวงปู่เขียน วัดพิชัยสงคราม จ.สมุทรปราการ ที่เหลือเพียง ๒ รูป คือ หลวงพ่อตึ๋ง และ หลวงพ่อช้วน หรือท่านเจ้าคุณ พระพิพัฒน์ ปริยัติวิมล เจ้าอาวาสวัดบางนาใน พระอารามหลวง รูปปัจจุบัน

ทั้งสองท่านเป็นศิษย์ร่วมสำนักของ หลวงปู่เขียน ต่างร่ำเรียนวิชากันมาอย่าง เต็มความสามารถ พระคาถาเรียกทรัพย์ ลงนะเมตตาให้ค้าขายดี และพิธีสะเดาะ เคราะห์เสริมมงคล

นอกจากนี้แล้วภายในบริเวณวัดยังเป็นที่ตั้งของ”อนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ ๓๗” ทั้งนี้กองทัพ ญี่ปุ่นได้ตั้งฐานทัพ คือกองพลญี่ปุ่นที่ ๓๗ จึงมีทหารญี่ปุ่นล้ม ตายอยู่ในเขต จ.นครนายก หลายแห่งด้วยกัน ปรากฏว่ามีการค้นพบกระดูกของ ทหารญี่ปุ่นใกล้วัดพราหมณี ดังนั้นสมาคมทหารสหายสงครามกองพลญี่ปุ่นที่ ๓๗ จึงได้สร้างอนุสรณ์สถานไว้เพื่อ เป็นที่ ระลึกถึงทหารญี่ปุ่น เมื่อวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๓๒ ณ วัดพราหมณี

ลักษณะทางสถาปัตยกรรม สร้างเป็นศาลาจตุรมุขประดิษฐานพระพุทธรูปปางประทานพร ด้านหน้าพระพุทธรูปเป็นแท่น หินจารึกอักษรญี่ปุ่น ด้านซ้ายพระพุทธรูปเป็นแท่นหินอ่อน โดยมีการจารึกข้อความการ ไว้อาลัย สดุดีความกล้าหาญ และระลึกถึง ไว้ที่ฐานพระพุทธรูป

ป้ายจารึกด้านซ้ายของพระพุทธรูป และแท่นหินบูชาหน้าพระพุทธรูป ดังข้อความโดย สรุปของการ ท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย ดังนี้

“อนุสรณ์สถานกองพลทหารญี่ปุ่นที่ ๓๗ จัดสร้างโดยสมาคมทหารสหายสงคราม กองพล ทหารญี่ปุ่น ที่ ๓๗ เมื่อปี ๒๕๓๒ เพื่อเป็นที่ระลึกถึงดวงวิญญาณของบรรดา ทหารซึ่งสังกัด กองพลทหารญี่ปุ่นที่ ๓๗ จำนวน ๗,๙๒๙ นาย ที่สูญเสียชีวิต ในระหว่าง สงครามมหา เอเชียบูรพา เมื่อปี ๒๔๘๒-๒๔๘๘”

สถานที่ตั้งของวัดพราหมณี ถ้าท่านเดินทางไปเที่ยวน้ำตกสาริกา ตามถนนสายนครนายก-น้ำตกสาริกา เลยตัวจังหวัดมา ๔ กิโลเมตร ขวามือจะมีป้ายใหญ่ๆ เขียนไว้ว่า “ถึงแล้ว หลวงพ่อปากแดง วัดพราหมณี” ตั้งเด่นเห็นชัดเจนอยู่ริมถนน วัดนี้เป็นวัดเก่าแก่ สร้าง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ปัจจุบัน เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ภายในบริเวณวัดร่มรื่น สวยงามจัด เป็นหมวด หมู่ เขตพุทธาวาส สังฆาวาส เป็นระเบียบ สะอาดสะอ้าน ทั้งสถานที่บรรเทาทุกข์ก็มีผู้รักษาดูแลตลอดเวลา

ไปไม่ถูกสอบถามได้ที่ โทร.๐-๓๗๓๘-๖๑๖๖, ๐-๓๗๓๘-๖๑๖๗

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

ดาวแม่ทัพหลวงปู่พรหมา

คอลัมน์ ซูมโฟกัส
เซียนบ้านดอน

ดาวเป็นสัญลักษณ์แห่งความก้าวหน้า เจริญ เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง เปรียบกับการสอยดาวอยู่บนฟ้ามาใส่บ่าประดับบารมี ในตำรับสมุดสมเด็จมี ตำราทำดาวเหนือ ดาวนี้จะเหนือกว่าผู้อื่น เอาชนะผู้อื่นได้ ไปไหนต่อไหนต้องดูดาวเหนือจึงกลับถูก มีดาวเหนือทำอะไรก็ไม่ผิดไม่หลงทิศหลงทาง ถูกต้องไปทุกอย่างแต่เบื้องโบราณกาลจะไปรบทัพจับศึก เข้ารณรงค์สงคราม ยังต้องดูดวงดาวให้แตกฉานก่อนจึงสามารถจะชนะการนั้นได้

พระเกจิอาจารย์ชื่อดัง “หลวงปู่พรหมา” แห่งวัดน้ำพุพรหมจริยาวาส ได้สร้างดาวแม่ทัพที่ท่านร่ำเรียนมาแต่โบราณ โดยใช้ผงอาถรรพ์หลากหลายชนิด อาทิ แร่อุกกาบาต หรือ ดาวตก, ใบรัก, ใบมะยม, ใบส้มป่อย, ใบชะพลู, ใบโพธิ์ร่วงเองไม่ถึงพื้น (ไม่มีโอกาสต่ำที่สุดได้), ดินยอดเขา (สูงที่สุด), ดินท้องถ้ำ (ร่มเย็นที่สุด), ข้าวสุกอุดรางระนาด (ดังไกลเพราะที่สุด), ผงพราย (หมอส่วยมอบให้ชื่อพราย “ยิ่งรัก”) ของที่ว่ามาเป็นของมงคล ส่งผลให้ดาวนี้ดีที่สุด

“ดาวแปดแฉก” แทนแปดทิศเป็น เลิศแปดทาง บารมีแปดที่ สมัยเป็นพระหนุ่ม “หลวงปู่พรหมา” ชอบเดินธุดงค์ เจอเสือลายพาดกลอน ช้างป่า ผีป่า ผีสางนางไม้ ท่านผ่านมาได้เพราะยึดมั่นพระรัตน ตรัยเป็นที่ตั้ง ครูบาอาจารย์ไม่ทิ้งท่าน ประสบ การณ์วัตถุมงคลของหลวงปู่พรหมาโด่งดังในหมู่ลูกศิษย์ลูกหามาก แม้แต่หลวงปู่เชื้อ วัดใหม่บำเพ็ญบุญ ยังออกปากชมท่านว่า “ท่านพรหมรูปนี้ไม่ธรรมดา ตายแล้วเกิดใหม่ก็หาพระอย่างนี้ยาก”

ปี 2548 หลวงปู่พรหมาเสกพระจนโบสถ์ลั่น น้ำมนต์หมุน รูปหล่อบูชารุ่นแรกว่ากันว่ากะพริบตาได้ น้ำมนต์เทไม่ออก แม้แต่ป้ายงานฝังลูกนิมิตปืนก็ยิงไม่ออก นายตำรวจใหญ่ใช้ตะกรุดท่านดอกเดียว รถเบนซ์ชนยับทั้งคันไม่เป็นไรเลย พระชุดนี้ทั้งหมดท่านสั่งให้ทำพิธีพุทธาภิเษกใหญ่ นิมนต์พระเกจิอาจารย์ทั่วจังหวัดอุทัยธานีมาอธิษฐานจิตปลุกเสก 9 รูป อาทิ พระราชอุทัยกวี, หลวงพ่อโฉม วัดเขาปฐวี, หลวงพ่อไหม, หลวงพ่อมณี, หลวงพ่อแกะ โดยมี หลวงปู่พรหมา เป็นประธาน

จากนั้นท่านให้เก็บพระไว้ในกุฏิ ปลุกเสกเดี่ยวอีกหลายวัน “ดาวแม่ทัพ” ของหลวงปู่พรหมาเหมาะสมกับผู้ต้องการความเจริญก้าวหน้า ความสำเร็จง่ายดังพลิกฝ่ามือ ยิ่งผู้ที่ประกอบธุรกิจ ผู้ที่ทำมาค้าขาย จะได้ผลดีโดยเร็ว ผู้ที่รับราชการจะเจริญก้าวหน้า ได้เลื่อนยศเลื่อนตำแหน่ง ยิ่งท่านได้จัดสร้างดาวในโอกาสที่เหมาะสม คืองานเลื่อนสมณศักดิ์ของท่านด้วย ถือเป็นมงคลยิ่ง

ที่ผ่านมามีข่าวลือกันหนาหูว่า วิชาดาวของหลวงปู่พรหมาได้ผลทางเลื่อนยศตำแหน่ง ครั้งหนึ่งท่านเคยไปเจิมบ้านยันต์ดาวให้ปลัดอำเภอนายหนึ่ง ตั้งแต่ท่านเจิมให้ไม่นานปลัดอำเภอผู้นี้ได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เคยมีคนถามหลวงปู่พรหมาว่า ออกดาวแบบนี้เหมือนหลวงพ่อผินะ ท่านบอกว่า “รู้จักหลวงพี่ผินะด้วยหรือ ตอนเรียนก็เจอกัน ตอนไปตัดไม้ในป่าเคยเจอกัน 40-50 ปีมาแล้ว” ท่านพูดแค่นี้ แสดงว่าท่านมีจิตสมาธิถึงกัน

“ดาวแม่ทัพหลวงปู่พรหมา” สร้างทั้งหมด 2 เนื้อ ดาวพรายยิ่งรักเนื้อแดงฝักคูน โรยพลอยเสกสร้างจำนวน 999 องค์ บูชาองค์ละ 100 บาท ดาวพรายยิ่งรักเนื้ออมเหลืองมะรุมโรยพลอยเสก สร้างจำนวน 999 องค์ บูชาองค์ละ 100 บาท สนใจติดต่อบูชาได้ที่วัดน้ำพุพรหมจริยาวาส อ.หนอง ฉาง จ.อุทัยธานี, วัดกระจับพินิจ (ข้าง ร.พ.ทหารเรือ), วัดหิรัญรูจี (วงเวียนใหญ่), วัดหัวลำโพง (พระครูสุเทพ), วัดสุทัศน์ (ในอุโบสถ), วัดแจ้งศิริสัมพันธ์ (นนทบุรี, วัดทุ่งครุ (พระประแดง) และศูนย์พระเครื่องชั้นนำทั่วไป


ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก หนังสือพิมพ์ข่าวสด

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

หลวงพ่อพูล..ศพ 3 ปีไม่เน่า ศิษย์สืบสาน…ไหว้ครูอมตะนิรันดร์


คอลัมน์ เหนือฟ้าใต้บาดาล
โดย ก้อง กังฟู


วิสาขบูชา…ยูเนสโกยกให้เป็นวันสำคัญของโลก เหล่าประชากรโลกในหลายประเทศมีความตระหนัก จึงจัดกิจกรรมต่างๆที่เห็นว่าดีงาม ใหญ่บ้างเล็กบ้างตามอัตภาพ….ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม

ในวันนี้ นอกจากจะมีการจัดพิธีกรรมต่างๆตามพุทธประเพณี ทั่วราชอาณาจักรไทยแล้ว คนไทยทั่วประเทศยังพร้อมใจกันปลูกต้นไม้ โดยกำหนดว่าเป็น วันต้นไม้ประจำปีของชาติ

และอีกกิจกรรมอันเป็นที่ฮือฮาของชาวนครปฐมและจังหวัดใกล้เคียงคือ สืบสาน การแสดงมุทิตาจิตไหว้ครูบูรพาจารย์ 3 ปี หลวงพ่อพูลละสังขาร ณ วัดไผ่ล้อม นครปฐม

หลวงพ่อพูล อัตตะรักโข เกิดเมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2455 ณ บ้านเลขที่ 75 หมู่ 3 ต.ดอนยายหอม อ.เมือง จ.นครปฐม เป็นทหารม้ารักษาพระองค์ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7

หลังปลดประจำการ อุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม 2480 ณ พัทธสีมาวัดพระงาม โดยมี หลวงปู่สุข วัดห้วยจระเข้ และเป็นศิษย์ หลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ได้ศึกษาพระธรรมวินัยและเจริญสมาธิจิตวิปัสสนากรรมฐาน อย่างคร่ำเคร่ง ปี 2492 จึงรับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม

หลวงพ่อพูล เป็นสงฆ์ระดับเกจิอาจารย์ ที่ได้รับความศรัทธาแก่ญาติโยมทั้งบ้านใกล้บ้านไกล มีศิษยานุศิษย์ทั่วประเทศ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2548 หลวงพ่อพูลท่านได้ละสังขารจากไปอย่างสงบ….ตรงกับวันวิสาขบูชาของปีนั้น


ตลอด 93 ปี แห่งอายุขัย หลวงพ่อพูล ได้ เพียงหลักธรรมคำสอน และคุณงามความดีที่เหล่าศิษยานุศิษย์ และผู้เลื่อมใสต่างกล่าวขวัญถึงตลอดมาว่า…. ทุกปีในวันวิสาขบูชาท่านจะจัดพิธีกรรมไหว้ ครูเพื่อเป็นแบบอย่างในการสำนึกถึงบุญคุณของครูบาอาจารย์

ด้วยบารมีแห่งความกตัญญู แม้ว่าหลวงพ่อพูลจะละสังขารดับขันธ์ไปแล้วถึง 3 ปีบริบูรณ์ แต่สังขารของท่าน ยังอยู่ครบถ้วนบริบูรณ์ไม่เน่าเปื่อยเป็นอมตะนิรันดร์กาล

และ…ระยะเวลาต่อเนื่องเกือบ 2 ปี ตั้งแต่ละสังขาร ในการออกสลากโดยทั่วๆไป เลขที่ออกจะข้องเกี่ยวกับหลวงพ่อพูลทั้งนั้น ไม่ว่าจะบนหรือล่าง เป็นเลขต่างๆ เช่น ห้องที่ละสังขาร โลงศพ อายุ เลขจำพรรษา รถขนศพ วันเกิด วันตาย ฯลฯ….เล่นเอาชาวนครปฐมผูกขาดถูกหวยบนดิน

ด้วยความอัศจรรย์แก่บรรดาญาติโยมพุทธศาสนิกชน ต่างแห่กันมากราบสักการบูชาสังขารท่าน มิขาดสาย ทุกคนต่างชื่นชมในบุญญาบารมี

วิสาขะในปีนี้วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2551….พระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เกจิอาจารย์รุ่นยังเติร์ก ศิษย์เอกในฐานะทายาท จึงสืบสานด้วยการ เป็นเจ้าพิธีไหว้ครูบูรพาจารย์ ตามตำนานพระเวทหลวงพ่อพูล ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในวันวิสาขบูชารำลึก

โดยเน้นใน พระครูผู้อยู่สูงสุดที่ต้องนับถือกราบไหว้เป็นอันดับแรกคือ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ของพวกเราชาวพุทธทุกคน จากนั้นก็เป็น พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ทั้งที่มีชีวิต และที่สถิตในดวงวิญญาณผู้ประสิทธิ์ประสาทสรรพวิชาพุทธาคม

โดยจัดพิธีอัญเชิญเป็นเดชทวีคูณเพิ่มพูนพลังเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้แรงบารมีของครูบาอาจารย์ทุกองค์ สู่คณะศิษยานุศิษย์ให้บังเกิดความเจริญรุ่งเรือง สมปรารถนาในการประกอบกิจทุกสาขาอาชีพ

การไหว้ครู ครอบครู ถือเป็นการอนุรักษ์ประเพณีไทยแบบโบราณาจารย์ เป็นการแสดงความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ ที่ให้วิชาความรู้แก่บรรดาศิษยานุศิษย์… เนื่องจากความกตัญญูอันเป็นเครื่องหมายของคนดี



แต่ละปีจะมีคลื่นมหาชนหลายพันคนจากทั่วสารทิศ ต่างเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครปฐม ต่อคิวยาวเหยียด จับจองสถานที่ เพื่อเข้าร่วมพิธีครอบครู ณ บริเวณภายในวัดไผ่ล้อม

และ…..ศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจะให้เจ้าพิธีเจิมแป้งมงคลลงนะเมตตา เพื่อความเป็นสิริมงคล ซึ่งพิธีกรรมได้แฝงนัยหลายประการ ที่เป็นรูปธรรมก็คือ การ สร้างขวัญกำลังใจ ให้แก่บรรดาญาติโยมที่มีจิตศรัทธาในหลวงพ่อพูลให้ยืนยาว

ซึ่งพิธีไหว้ครูที่วัดไผ่ล้อมทำมานานหลายปี ตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ เมื่อหลวงพ่อละสังขารไปแล้ว ประเพณีนี้ยังคงจัดอยู่ตลอดไป และส่วนใหญ่แล้วมีเป้าประสงค์เดียวกันคือ ต้องการมารอเพื่อทำบุญบูชาวัตถุมงคล ที่ทรงคุณค่าไปด้วยพุทธศิลป์และพุทธคุณ

การไหว้ครู ครอบครูในโอกาสพิเศษ หนึ่งปีมีครั้งเดียวนี้ ถือเป็นการนำฤกษ์นำชัย ในการกำหนดงานมงคลใหญ่ทั้งหลายทั้งปวง เป็นการเริ่มเดินทางเข้าสู่ความก้าวหน้า ความสำเร็จสมปรารถนาในชีวิตตลอดกาล…..ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้น

นอกจากว่า….จะบูชา พระพิฆเนศวร-บรมครูปู่ฤาษี (พ่อแก่)…นั่นแล้ว แล้วแต่เลื่อมใส ทางวัดไม่บังคับ และ ขืนใจ…!!!

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

ปาฏิหาริย์ตะกรุดไฮเทค มีคลื่นพลังเตือน..สั่งให้หลีกภัย

คอลัมน์ เหนือฟ้าใ้ต้บาดาล
โดย ก้อง กังฟู

ความศรัทธา…เป็น พลังของความเชื่อถือ และยึดมั่นต่อสิ่งนั้นๆอย่างมีสติ มิใช่มากล้นจนหลงใหล แต่อาจมีการเปลี่ยนในปริมาณได้บางเวลา คือ อาจเพิ่มพูน หรือเสื่อมสลายลงเมื่อใดก็ได้…โดยไม่มีกำหนดวาระและกฎเกณฑ์

นาวาอากาศตรี ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน อดีตนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ที่มีความสามารถ เก่งกาจจนได้รับการบันทึกว่าเป็น ซุปเปอร์สตาร์ ดาราเอเชีย…ทั้งเพื่อนร่วมทีม และแฟนบอลมี ความเชื่อมั่นศรัทธากับตัวเขาในทักษะของเกม

…แต่ในบางลีลา ตัวเขาเองกลับศรัทธาต่อเครื่องรางของขลัง ด้วยเพิ่มความมั่นใจว่า ช่วยให้สิ่งต่างๆเกิดความสำเร็จได้ เหนือจากความสามารถของตนเอง

ดาวซัลโวลูกหนัง…เกิดความมั่นใจว่า ตะกรุด ของ หลวงพ่อยงยุทธ วัดไผ่เลี้ยง มีพลังส่งผลให้มีสิ่งดีๆเข้ามาในวิถี…

อย่างเช่น…หน้าที่การงานราบรื่น การเงินหมุนเวียนดี บ่อยครั้งที่ได้รับเม็ดเงินก้อนโตๆ มีผู้ใหญ่คอยค้ำชูอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน อีกทั้งงานเขียนหนังสือ “เคล็ดลับการเล่นฟุตบอล” ก็มีการตอบรับจากนักอ่านเป็นอย่างดี

และยังได้รับการ ทาบทามจากโทรทัศน์หลายช่องให้ดำเนินการเป็นพิธีกรร่วม พากย์กีฬาฟุตบอล เมื่อไม่นานมานี้ได้เดินทางไปดูงานสำนักลูกหนัง เบคแคม อะคาเดมี่…ก็ยัง พกตะกรุดไปด้วย

ตะกรุดชุดนี้มี 4 ดอก 4 สีสดสวย…ซึ่ง เป็นได้ทั้งเครื่องรางของขลัง และ เครื่องประดับ ไปในตัว

…ตะกรุดสีเงิน กับ สีทอง อย่างละดอก มีชื่อรวมกันว่า “ตะกรุดรับเงินรับทอง” ภายในบรรจุผงแร่เงินล้าน ผงต้นเศรษฐี และว่านเงินไหลมา ประจุคาถาเงินล้านเสริมพลัง ในการค้าขายและการทำงานเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินเงินทอง

อีกดอกเป็น สีแดง ภายในอุดด้วย แป้งขุนแผน ว่านสาวหลงผงพิศวาส โดยรวมเอาทั้งกิ่ง ใบ รากและต้นสวาทมาบดรวมกัน แล้วประจุพลังคาถาเมตตามหานิยม เรียกตะกรุดดอกนี้ว่า “มหาเสน่ห์”

และ สีดำ…ภายในอุดด้วย ผงเหล็กไหลพันปี และมวลสารมหามงคล 299 ชนิด แล้วประจุคาถาแคล้วคลาด เรียกว่า ตะกรุดธาตุดินมหายงยุทธ

ซึ่งนอกจากจะเข้าพิธีกรรมโบราณแล้ว ยังผ่านกรรมวิธีไฮเทค ตอกโค้ดด้วยเลเซอร์ทุกดอก…

…เมื่อแล้วเสร็จ นำจำนวนหนึ่งบรรจุไว้ใต้ฐานพระอุโบสถ (ที่กำลังสร้างเกือบเสร็จแล้ว) อีกส่วนก็ จ่ายแจกแก่ศิษยานุศิษย์ที่เลื่อมใส


หลวงพ่อยงยุทธ หรือ พระครูวิมลอรรถวาที (มหายงยุทธ อุปคุตฺโต ป.ธ.3) อายุ 76 ปี เจ้าอาวาสวัดไผ่เลี้ยง เขตหนองแขม ซอยเพชรเกษม 110 กทม. บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดปากคลองมะขามเฒ่าเมื่ออายุ 13 ปี และอุปสมบทที่นั่นเมื่ออายุครบ…

…ได้ศึกษาอาคมของ หลวงปู่ศุขตั้งแต่เป็นสามเณรจนแกร่งกล้า เมื่อพ้นจาก เป็นพระนวกะแล้ว จึงได้ออกธุดงค์ปฏิบัติกิจวิปัสสนากรรมฐานโปรดสัตว์ ไปตามสถานที่ต่างๆ จนได้รับแรงศรัทธาสร้างศาสนสถานหลายแห่ง…อาทิ

วัดโปรดภาวนา อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี วัดดงประดาพระ ทุ่งโพธิ์ทอง อุทัยธานี ฯลฯ และในปี 2526 ขณะที่จะธุดงค์ลงสู่ภาคใต้ เข้ากรุงเทพมหานคร ผ่านหนองค้างพลู เขตหนองแขม ได้เทศน์โปรดแม่บุญเลี้ยงกับแม่ไผ่ 2 พี่น้อง จนเกิดแรงศรัทธาอย่างแรงกล้า จึงได้ถวายที่สวนให้และได้สร้างเป็นศาสนสถานขึ้น อีกแห่งหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งศรัทธาจึงได้เอาชื่อ 2 พี่น้องมาเป็นชื่อว่า วัดไผ่เลี้ยง…แล้ว หลวงพ่อก็ได้จำวัดแห่งนี้มาจนถึงปัจจุบัน


หลวงพ่อยงยุทธ ก็ได้สืบสานกิจกรรมต่างๆตามแบบของ หลวงปู่ศุข ในทางเมตตามหานิยมอย่างสม่ำเสมอ จนเกิดแรงศรัทธา แก่บุคคลทั่วไปทั้งใกล้และไกลวัด


มีรายหนึ่งคือ ร้อยตำรวจโท จินตศักดิ์ สิทธิคง ซึ่งปฏิบัติราชการ อยู่ที่จังหวัดปัตตานีไม่เคยรู้จักกับ หลวงพ่อยงยุทธ มาก่อนเลย เมื่อเดินทางเข้ากรุงเทพฯเพื่อนๆชวนแวะไปที่วัดไผ่เลี้ยง…

ครั้งแรกที่พบแทบไม่อยากจะเข้าใกล้ด้วยเห็นหน้าตาดุ ต่อเมื่อได้เจรจา จึงเกิดศรัทธา ด้วยเป็นผู้ที่มีพลังแห่งเมตตาจึงได้ฝากตัวเป็นศิษย์ พอหลวงพ่อรู้ว่าปฏิบัติราชการ ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงได้ มอบตะกรุดไว้เผื่อ (เน้นคำว่าเผื่อ) จะ มีพลังไว้ป้องกันตัว

หลังจากที่ได้ตะกรุดมาก็มีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปในทางดี ซึ่งตอนปฏิบัติราชการ ไม่เคยเดินผ่านแผงลอตเตอรี่เลย มีวันหนึ่งบังเอิญผ่านก็เลยลองซื้อดู และก็ มีโชค กับเขาจริงๆแม้เป็นเม็ดเงินที่ไม่มากนัก มันก็สร้างความดีใจ และ ศรัทธา

และที่เด่นชัดคือการมีเมตตามหานิยม เพื่อนฝูงผู้ใต้บังคับบัญชามีความเชื่อฟังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อีกทั้งเจ้านายก็เรียกหาอยู่เป็นประจำ…และได้เลื่อนเงินเดือนขึ้น 2 ขั้น

ที่แปลกมากคือในยามที่จะมีภัยหรือเหตุการณ์ มักจะมีอะไร ที่เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ก่อน เป็นคล้ายๆกับมีอะไรลึกลับ มาสั่งการหรือจิตสังหรณ์…

อย่าง…ในช่วงที่กำลังเดินทางเมื่อมีปรากฏการณ์อย่างนี้ จะต้องหยุดก่อนซักระยะหนึ่ง แล้วค่อยเดินทางต่อ ซึ่งก็ปรากฏว่าเกิดเหตุร้ายขึ้น คือถ้าไม่หยุดก็จะเป็นจังหวะ ที่โดนพอดี…และมีสถานการณ์แบบนี้เกิดขึ้นหลายครั้งเช่นกัน

ซึ่ง หมวดจินตศักดิ์ ก็บอกว่า…กับปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ใช่ว่ากลัวแล้วหลีกเลี่ยง แต่มันเป็นพลังของการแคล้วคลาด…

…จะหลีกเลี่ยงหรือแคล้วคลาดก็คงไม่มีใครกังขา เพราะ Safety First หรือ ปลอดภัยไว้ก่อน …เป็นดีที่ซู้ด…!!!

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ไทยรัฐ

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

เครื่องราง พยัคฆ์เขี้ยวแก้ว มงคลขลังจากหลวงปู่กาหลง

คอลัมน์ มุมพระเก่า
สรพล โศภิตกุล

สรรพสัตว์ในเครื่องรางของขลังอันโดดเด่นแล้วนั้น “เขี้ยวเสือ” นับว่าเป็นของยอดนิยมเป็นอันดับแรก ซึ่งนิยมนำมาแกะเป็นรูปเสือ เพราะโดยธรรมชาติแล้วเมื่อมองดูจะมีความรู้สึกเข้มขลัง และเมื่อคล้องคอแล้วดูสวยงามไปอีกแบบ


ที่ผ่านมาทางสำนักหลวงปู่กาหลง ได้สร้างเครื่องรางของขลังที่เป็นเขี้ยวงาหลายครั้ง ที่ลูกศิษย์ไปหาซื้อเขี้ยวมา แล้วจ้างคนแกะแล้วขอให้หลวงปู่ปลุกเสกให้ก็มาก และที่ออกจากวัดโดยตรงก็มี ที่ผ่านมามีทั้งที่เป็นเขี้ยวเสือ และเขี้ยวหมี

ที่ผ่านมาวัตถุมงคล “พยัคฆ์เขี้ยวแก้ว” ของหลวงปู่กาหลง ได้รับการเล่าขานจากลูกศิษย์ลูกหาที่บูชากันถึง เรื่องความคงกระพันชาตรีและเรื่องเสน่ห์ ที่เล่าสู่กันฟังมากที่สุด นับเป็นเครื่องรางอีกชุดหนึ่งที่น่าเสาะหาของหลวงปู่กาหลง
เนื่องเพราะบารมีแห่งเขี้ยวแก้ว ที่งอกกลาง เพดานปากของหลวงปู่กาหลง เครื่องรางประเภท “เขี้ยว” ของหลวงปู่จึงเข้มขลังนัก

อย่างไรก็ตามทั้งเขี้ยวเสือ หรือเขี้ยวหมี ที่นำมาแกะเป็นรูปเสือนั้น ตำราเก่ามีคติความเชื่อแต่โบราณว่าเป็นเขี้ยวที่มีอานุภาพดี เขี้ยวเสือเป็นอำนาจทางตบะเดชะ คง กระพันและมหาเสน่ห์ ในส่วนของเขี้ยวหมีดีทางคงกระพัน ทรหดอดทนและมากด้วยพละกำลัง พวกเขี้ยวต่างๆ หลวงปู่กาหลงนิยมนำมาแกะเป็นรูปเสือ เนื่องเพราะเป็นรูปอาถรรพ์ที่มีอำนาจข่มป่า ข่มอาถรรพ์ต่างๆ ได้

เสือในทางมายาศาสตร์เป็นสัตว์ที่น่าเกรงขามอย่างแท้จริง เป็นสัตว์ที่มีพลังทางวิญญาณและพลังอำนาจจิตระดับสูง ประกอบด้วยพละกำลังและเขี้ยวเล็บที่ธรรมชาติสร้างสรรค์แล้ว เสือจึงเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุดในโลก ยิ่งเสือที่เป็นจ่าฝูงซึ่งมีพลังอำนาจทางวิญญาณ และพลังจิตในขั้นสูงนั้น เพียงแต่มันจ้องตาคนหรือสัตว์เท่านั้น จะทำให้หมดเรี่ยวแรงกลายเป็นเหยื่อให้มันฆ่าได้อย่างง่ายดาย


สำหรับผู้ชมชอบในเครื่องรางของขลัง พยัคฆ์เขี้ยวแก้วหลวงปู่กาหลงนี้มีให้บูชาเขี้ยวละ 2,500 บาท ที่วัดเขาแหลม จังหวัดสระแก้ว หรือที่คณะ 1 วัดสุทัศนเทพวราราม บูชาทางไปรษณีย์ในนามคุณสรัญธร วิมลจิตต์ ตู้ป.ณ.35 ปณฝ.มหาดไทย กทม. 10206

มีเรื่องเล่าขาน ถึงประสบการณ์ของเขี้ยวเสือหลวงปู่กาหลงมาเล่าสู่กันฟัง ลูกศิษย์ของหลวงปู่กาหลง ที่ไปมีประสบการณ์ถูกรุมทำร้ายด้วยอาวุธชนิดต่างๆ ถึง 10 ต่อ 1 มาแล้ว โดยฝ่ายตรงข้ามเป็นศิษย์ของอาจารย์ชื่อดังแห่งจันทบุรี เมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน ปรากฏว่าทางลูกศิษย์หลวงปู่กาหลงหามีอันตรายใดๆ ไม่ กลับกันที่ฝ่ายตรงข้าม ล้วนได้รับบาดแผลจากการต่อสู้ โดยที่ทางลูกศิษย์หลวงปู่กาหลง มีเพียงรอยสักยันต์รูปเสือบนร่างกายเท่านั้น ซึ่งต่อมาในปี พ.ศ. 2548 หลวงปู่กาหลงจึงได้จัดสร้างพยัคฆ์เขี้ยวแก้ว ในรูปแบบของเขี้ยวหมีแกะ เขี้ยวเสือแกะ และโลหะ ปรากฏว่าได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เพราะมีประสบการณ์เกิดขึ้นอย่างมากมาย มีทั้งที่ถูกลอบทำร้ายด้วยอาวุธ บ้างขับรถไปประสบอุบัติเหตุ แต่ก็สามารถรอดพ้นแคล้วคลาดมาได้ เพราะมีพยัคฆ์เขี้ยวแก้ว เครื่องรางของหลวงปู่กาหลงพกติดตัว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ข่าวสด

Posted in Uncategorized | Tagged | Leave a comment

พญาไก่แก้วเรียกทรัพย์


คอลัมน์ มุมพระเก่า
สรพล โศภิตกุล

นามฉายา “ดวงเศรษฐี” นั้นเป็นนามแห่งวิชาที่เป็น “เอก” ของหลวงปู่แดง ซึ่งโดดเด่นยิ่งในด้านเมตตามหานิยม วัตถุมงคลของหลวงปู่แดงจึงเด่นในด้านเมตตามหาเสน่ห์ เช่นเดียวกับวัตถุมงคลอีกชิ้นหนึ่งของหลวงปู่แดง คือ พญาไก่แก้วเรียกทรัพย์

วัตถุมงคลชิ้นนี้ของหลวงปู่แดง ลงด้วยพุทธมงคลคาถาเมตตากรณียสูตร และลงด้วยวิชาคาถาพญาไก่แก้ว คู่กันย่อมก่อให้เกิดเป็นพลังแห่งเมตตาอย่างสูงสุด ที่ใต้ฐานบรรจุผงพุทธคุณ ซึ่งผงพุทธคุณนี้หลวงปู่แดงร่ำเรียนจากหลวงพ่อไซร้ วัดช่องลม จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นการคลุกผงเดิมของหลวงพ่อไซร้ที่ท่านเคยลบผงทะลุกระดานมาแล้ว รวมเข้ากันกับผงพญาไก่แก้วที่หลวงปู่แดงทำไว้

ทุกครั้งที่หลวงปู่แดงท่านทำการเขียนยันต์ลบผงพญาไก่แก้ว ไก่ที่เลี้ยงไว้ภายในวัดจะขันตะเบ็งเซ็งแซ่ ไก่บ้านก็ดี ไก่ป่าก็ดี ล้วนต่างพากันเข้าใกล้มาเกาะที่กุฏิหลวงปู่แดงอย่างน่าอัศจรรย์ อันแสดงให้เห็นว่าหลวงปู่แด งท่านสำเร็จถึงวิชาไก่แก้วจนสามารถผูกจิตมัดใจ เรียกจิตเรียกใจมาได้ ย่อมสำแดงถึงความเมตตามหานิยมเป็นยอดยิ่ง

อนึ่งอุปเท่ห์แห่งการบูชาวัตถุมงคลพญาไก่แก้วนี้ มีว่าเมื่อแรกขึ้นหิ้งบูชาให้หาดอกไม้หอม อย่างดอกมะลิ น้ำเปล่าหนึ่งแก้ว ข้าวเปลือก ข้าวสารขาว ข้าวแดง ถั่วงา อันเป็นธัญพืช ขึ้นบูชาเถิด แล้วสวดพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ บูชาดวงแก้วสามประการ คือ พระรัตนตรัย จากนั้นหากปรารถนาให้เป็นเมตตาอันประเสริฐ หากปรารถนาให้เด่นทางป้องกันสวดพระคาถาไก่แก้วกกลูกนี้ บูชาทุกวันย่อมมีเมตตามหาเสน่ห์อย่างประเสริฐ คาถาว่าดังนี้ ให้ตั้งนะโม 3 จบ แล้วว่า “เวทาสากุ กุ๊ก กุ๊ก กุสารทาเว ทายะสาคะคะ สายะทา มานิมามา” (ว่า 9 จบ)

สำหรับวัตถุมงคลในรูปแบบของพญาไก่แก้ว รุ่นสร้างโบสถ์นี้ ได้จัดสร้าง 2 รูปแบบด้วยกันคือ

1. เหรียญรูปเหมือนหลวงปู่แดง ด้านหลังมหายันต์ พญาไก่แก้ว มีด้วยกัน 3 เนื้อ คือ เนื้อนวโลหะ เนื้ออัลปาก้า ซึ่งสร้างอย่างละ 1,999 เหรียญ บูชา 500 บาท เนื้อทองแดง สร้าง 4,999 เหรียญ บูชา 300 บาท

2. รูปหล่อโบราณพญาไก่แก้วขันเรียกทรัพย์ หล่อโบราณ มีด้วยกัน 3 เนื้อ คือ เนื้อนวโลหะผิวไฟและขัดเงา สร้างอย่างละ 999 องค์ บูชา 400 บาท เนื้อทองแดง สร้าง 4,999 องค์ บูชา 300 บาท

สามารถบูชาได้ที่วัดห้วยฉลอง อำเภอเมือง จังหวัดอุตดิตถ์ หรือที่คณะ 1 วัดสุทัศนเทพวราราม บูชาทางไปรษณีย์ในนาม คุณสรัญธร วิมลจิตต์ ตู้ ป.ณ. 35 ปณฝ. มหาดไทย กทม. 10206

กล่าวสำหรับอุปเท่ห์แห่งวิชาพญาไก่แก้วนี้มีแต่โบราณ ดังในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์สมเด็จพระสังฆราช (สุก ไก่เถื่อน) ก็ได้แสดงให้เห็นถึง พระคาถาจนไก่ป่าสามารถเดินเข้ามาจิกอาหารจากมือท่านได้ กล่าวว่าผู้ใดภาวนาคาถาไก่แก้วตลอดระยะเวลา 6 เดือน ติดต่อกันโดยไม่ขาดสักวันเดียว จะบังเกิดอานิสงส์ยังให้เป็นเมตตามหานิยมอย่างสูงสุด

สำหรับ “ไก่” ในศาสตร์ของจีน มีความเชื่อถือไก่อยู่ 5 ประการ คือ ตัวไก่ หมายถึง ความขยัน ทำมาหากิน หงอนไก่ หมายถึง สติปัญญา เดือยไก่ หมายถึง อาวุธ การต่อสู้ หมายถึง ความกล้าหาญ และการขันตอนเช้า หมายถึง ความยึดมั่น

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก ข่าวสด

Posted in Uncategorized | Leave a comment

ชมรมพระเครื่อง

แทน ท่าพระจันทร์

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่าน ในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ ส่งผลกระทบกับประชาชนที่มีฐานะปานกลางจนถึงระดับล่างอย่างมาก อะไรๆ ก็แพงไปหมด ความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันก็ลำบากมากขึ้น วันนี้เรามาคุยกันถึงพระเครื่องที่สนนราคาไม่แพงนัก และเป็นพระที่มีพุทธคุณดีเยี่ยมกันดีกว่านะครับ

วัดบวรมงคล หรือที่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า วัดลิงขบ นั่นเองครับ เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา เยื้องกับวัดราชาธิวาส ในเขตบางพลัด อำเภอบาง กอกน้อย กทม. เดิมเป็นวัดราษฎร์โบราณอยู่ก่อนแล้ว ต่อมาในรัชกาลที่ 2 ชาวรามัญอพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารกันมากขึ้น จึงมีพระราชดำริเห็นควร ที่จะพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ชาวรามัญ มีวัดเป็นที่ทำบุญกันโดยลำพังตามประเพณีของตน สมเด็จกรมพระราช วังบรมมหาเสนานุรักษ์ จึงทรงสถาปนาวัดลิงขบขึ้นเป็นพระอารามหลวง ถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนธิเบศร์บวร ทรงปฏิสังขรณ์ทั้งพระราชทานนามใหม่ว่า “วัดบวรมงคล”

ที่วัดแห่งนี้ได้มีการพบพระเครื่องเนื้อดินเผา แตกออกมาจากพระเจดีย์ทรงลังกา ซึ่งอยู่ตรงมุมทางด้านเหนือ ไม่ทราบแน่ชัดว่าสร้างมาแต่เมื่อใด พระเจดีย์องค์นี้ตั้งอยู่ชิดกับฝั่งแม่น้ำ มีบ้านเรือนของชาวบ้านล้อมรอบอยู่ ก่อนที่ทางวัดจะเปิดกรุนั้น มีเด็กๆ แถบนั้น ได้ไปพบว่าองค์พระเจดีย์มีรอยร้าว และมีพระไหลออกมาตามแนวผุกร่อน จึงเก็บกันเอามา ต่อมาข่าวก็รู้กันไปทั่ว ในที่สุดก็มีคนเข้าไปขุดเอาพระไปเป็นจำนวนมาก ทางวัดโดยพระสุมงคลมุนีเจ้าอาวาส จึงได้แจ้งไปยังกรมการศาสนาเพื่อดำเนินการเปิดกรุ เพราะหากทิ้งไว้อย่างนี้ ไม่ช้าคงมีคนเข้าไปขุดกันจนองค์พระเจดีย์เสียหายแน่

ทางวัดได้ดำเนินการเปิดกรุเมื่อวันที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2509 โดยมีทหารเรือจากเรือรบหลวงจันทบุรี ให้ความช่วยเหลือ การเปิดกรุในครั้งนั้น ชั้นล่างพบพระพิมพ์กลีบบัวบรรจุอยู่ในกระถางมังกร 4 ใบ ส่วนกรุชั้นบนตรงคอระฆัง พบพระบรมธาตุ พระพุทธรูป พระเครื่องพิมพ์ต่างๆ ทั้งเนื้อชินและเนื้อดิน และพระกลีบบัวอีกจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ ยังพบเหรียญเสี้ยวรัชกาลที่ 5 กับเครื่องรางและของมีค่าอีกจำนวนหนึ่ง

หลังจากที่ได้สำรวจจำนวนพระ พุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ แล้ว เฉพาะพระพิมพ์กลีบบัวที่เหลืออยู่มีประมาณ 70,000 องค์ ทางวัดได้จัดพิธีฉลองสมโภชพระบรมธาตุ ตลอดจนพระ พุทธรูปและพระพิมพ์ต่างๆ ต่อมาทางวัดจึงได้เปิดโอกาสให้ผู้มีจิตศรัทธา เช่าพระพิมพ์กลีบบัวในราคาองค์ละ 30 บาท พระกลีบบัวทั้งหมดเป็นพระเนื้อดินเผา มีทั้งเนื้อละเอียดและเนื้อค่อนข้างหยาบ ส่วนใหญ่มักจะมีคราบรารักติดอยู่ที่ผิวของพระ ในส่วนที่เป็นพระแบบลงรักน้ำเกลี้ยงและแบบทาชาดก็มีบ้างเล็กน้อย เข้าใจว่าน่าจะเป็นพระคะแนน

พระกลีบบัววัดลิงขบนั้นพุทธคุณเด่นทางแคล้วคลาดและคงกระพันชาตรี มีประสบการณ์มาแต่ในอดีต ปัจจุบันสนน ราคาก็ยังไม่แพงนัก อยู่ที่หลักพันต้นๆ ตามแต่ความสวยสมบูรณ์ขององค์พระ ในวันนี้ได้นำรูปพระกลีบบัว วัดลิงขบ องค์สวยมีหน้ามีตา ซึ่งหาดูค่อนข้างยากมาให้ชมกันหนึ่งองค์ครับ

ด้วยความจริงใจ
แทน ท่าพระจันทร์

ขอขอบคุณข้อมูลและภพประกอบจาก ข่าวสด

Posted in Uncategorized | Leave a comment